สาระความรู้
 

เมื่อไหร่หนูจะโตสักที

 

เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป
       ชีวิตน้อยๆ หลายชีวิตต้องพลัดพรากจากบ้านมาอยู่กับคนแปลกหน้าในสถานสงเคราะห์อย่างเดียวดาย โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน กลับไปสู่อ้อมกอดอันแข็งแกร่งของพ่อ และเสียงขับกล่อมอันอบอุ่นของแม่ เด็กๆ ต่างรอคอย และหวังว่าจะมีใครสักคนมารับกลับไปในไม่ช้า
       

       "เมื่อไร...หนูจะได้กลับบ้าน" คำถามของเด็กๆ กลายมาเป็นหนังสือนิทานภาพ ที่สะท้อนให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ต้องอยู่สถานสงเคราะห์ และเปิดใจสัมผัสถึงความรู้สึกของเด็กที่ต้องพลัดพราก สูญเสียและบอบช้ำจากความยากจน และความแตกแยกของครอบครัว หนังสือเล่มนี้ เปิดตัวไปพร้อมกับความร่วมมือของ 3 องค์กรหลัก คือ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก มูลนิธิไทยเด็กเล็ก และบริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด ในงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 8 และงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38 ที่ผ่านมา
       
       โดย "เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป" กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้เขียนเรื่อง "เมื่อไร...หนูจะได้กลับบ้าน" ภาคภาษาไทย กล่าวว่า "จริงๆ แล้วคำตอบที่ว่าเด็กเหล่านั้นจะได้กลับบ้านเมื่อไร มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่มันอยู่ที่ผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก อยู่ที่พ่อแม่ว่าพร้อมที่จะรับเด็กกลับบ้านได้แล้วหรือยัง รวมถึงอยู่ที่ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กเหล่านี้ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้ได้กลับบ้าน คือลำพังเด็กเองคงตอบคำถามนี้ไม่ได้ เขาก็รอคำตอบจากพวกเราอยู่เหมือนกัน ว่าเมื่อไรเขาจะได้กลับบ้าน คำถามนี้อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตอบ เพราะเด็กในบ้านเด็กกำพร้าเขาก็ถามแบบนี้เหมือนกันทุกคนว่า เมื่อไรตัวเขาจะได้กลับบ้าน
       
       ฉะนั้นถ้าไม่มอบโอกาสที่ผู้ใหญ่มีมากกว่า ให้กับเด็กเหล่านี้ คำถามข้อนี้มันก็จะยังคงอยู่ในสังคมไทยต่อไป สำหรับชื่อน้องต้นน้ำกับครูพัดที่เป็นตัวเอกในหนังสือ เลือกออกมาเพราะความเย็น เราอยากให้คนทำงานกับเด็กทุกคนเป็นครูพัดที่คอยพัดชีวิตน้อยๆ ให้เย็น ส่วนน้องต้นน้ำเราคิดกลับ อยากให้เขาเป็นต้นทางของความเย็น เป็นต้นทางของความสุขบ้าง ไม่ได้เป็นปลายท่อของความทุกข์โดยตลอด" เรืองศักดิ์กล่าว
 
หนังสือนิทานภาพ "เมื่อไร...หนูจะได้กลับบ้าน"
       ด้าน "แอนเดรีย รอทเทนเบิร์ก" ผู้ก่อตั้งองค์กรการกุศล “ไทยเด็กเล็ก” เพื่อการพัฒนาเด็กในสถานสงเคราะห์ในประเทศไทย และผู้เขียน "Am I going home?" ภาคภาษาอังกฤษ กล่าวว่า การที่ได้สัมผัสกับเด็ก มักจะมีคำถามจากเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทำไมเด็กถูกทอดทิ้ง และต้องจากบ้าน จากครอบครัว จากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เราต้องตอบด้วยเหตุผลต่างๆ ว่าเพราะอะไร ผู้ใหญ่มักจะคิดว่าเด็กเล็กๆ จะจำอะไรไม่ได้ แต่จากผลการวิจัยต่างๆ พบว่า สมองของเด็กสามารถจดจำเหตุการณ์ได้ก่อนที่เขาจะเริ่มพูดได้เสียอีก ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เวลาเด็กเหล่านี้ถูกนำมาทิ้งไว้ในสถานสงเคราะห์ ก็จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกหลากหลาย ไม่ว่าจะความรู้สึกกลัว ทรมาน เจ็บช้ำ ปวดร้าว ซึ่งล้วนแล้วแต่จะนำมาแต่ผลร้ายที่จะตามมาในภายหลังอีกมากมาย
 
แอนเดรีย รอทเทนเบิร์ก
       "เด็กที่ถูกนำมาไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า เขาก็จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกโดยการนั่งร้องไห้ เอาตัวเองออกห่างจากเพื่อนฝูง มานั่งอยู่คนเดียว บางคนก็ดูดนิ้ว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความปวดร้าวในจิตใจของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ครั้งแรกที่คิดจะทำหนังสือเล่มนี้ก็ได้พูดคุยกับคุณตุ๊บปอง แต่ก็ยังไม่มั่นใจเพราะวัฒนธรรมของไทยมักจะไม่นิยมพูดถึงเรื่องเศร้า แล้วก็มองข้าม หรือหลีกเลี่ยงไปพูดในมุมมองอื่นที่สวยงาม แต่หารู้ไม่ว่าการหลีกเลี่ยงมันเสี่ยงอันตรายมากกว่า" แอนเดรียกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม "เมื่อไร หนูจะได้กลับบ้าน" ยังแสดงให้เห็นถึงความจริงของสังคม เพราะตลอด 27 ปีของการทำงาน มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กจะต้องพบเจอแต่เด็กที่อมความทุกข์ และอยู่ปลายท่อของความทุกข์มาโดยตลอด จึงต้องเลือกชีวิตสักชีวิตขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของเด็กกลุ่มนี้ ให้เห็นว่าในมุมหนึ่งของสังคมไทย ยังมีกลุ่มเด็กที่อยู่ในมุมอับที่ได้แต่เฝ้ารอให้มีสายตาของใครสักคนมองเห็น และให้โอกาสเขาเสมอกับชีวิตทุกชีวิต ไม่ใช่เห็นเป็นชีวิตที่อ่อนด้อย อับเฉา หรือชีวิตพลเมืองชั้นสองอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งการร่วมบุญจัดทำหนังสือเล่มนี้เพื่อส่งมอบแก่หน่วยงาน มูลนิธิ องค์กร หรือสถานสงเคราะห์ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ เพื่อแบ่งปันน้ำใจและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ
       
       นอกจากนี้ แอนเดรีย ได้สะท้อนมุมมองต่อว่า ในโลกนี้ยังมีเด็กอีก 143 ล้านคนทั่วโลกที่ประสบปัญหาการถูกทอดทิ้ง และการที่ไม่บอกความจริงกับเด็ก อาจจะทำให้เด็กเกิดความคิดว่า ที่เขาถูกนำมาทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าเพราะเขาทำความผิด หรืออาจจะร้องไห้งอแงเกินไป อาจไม่ช่วยเหลืองานบ้าน มันทำให้เด็กคิดว่า ตัวเองคือผู้ผิด และจะตำหนิตัวเองตลอดเวลา เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกว่าเขาผิดแล้ว เขาจะมีชีวิตเขาอับเฉา รู้สึกแย่ไปตลอด
       
       เพราะฉะนั้นการที่เราให้คำตอบที่แท้จริงให้เขารู้ว่าความจริงคืออะไร จะทำให้เขาสามารถสร้างความเข้มแข็งในจิตใจ และสามารถยืนหยัดต่อสู้กับโลก และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ ถึงแม้เด็กๆ ส่วนใหญ่ในสังคมไม่ใช่เด็กกำพร้า แต่ก็ควรจะมีโอกาสได้รับรู้ว่า ในโลกนี้ยังมีเด็กอีกหลายคนที่มีความทุกข์ เพราะถูกทอดทิ้ง เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่น่าจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้เขาฟัง เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ในการเป็นผู้ให้และเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้อย่างดี


อ้างอิงจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000056440


เขียนเมื่อ 27 เมษายน 2553 | อ่าน 2342
เขียนโดย โรงเรียนรังสิตวิทยา
       
  อ่าน สาระความรู้ อื่นๆ
เมื่อไหร่หนูจะโตสักที
คำถามของเด็กๆ กลายมาเป็นหนังสือนิทานภาพ ที่สะท้อนให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ต้องอยู่สถานสงเคราะห์
27/04/2553
เปิดอ่าน 2342
ทำไมลูกจึงสอบตก
ถึงเวลาฟังผลสอบของลูกทีไร ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และลูกๆรู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กันโดยเฉพาะเด็กๆเรื่องการเรียนถือเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว
27/04/2553
เปิดอ่าน 1555


 
โรงเรียนรังสิตวิทยา
20/8 หมู่5 ตำบลบางพูน อำเภอเมือง
จังหวัดปทุมธานี 12000 โทร. 0-2958-8609
ใช้งานอีเมล์ || เจ้าหน้าที่เว็บไซต์